ค่ำคืน..แห่งความทรงจำ

กับบรรยากาศแสนอิสระ

บนนถนนพระอาทิตย์

สุรา นารี ดนตรี และมิตรภาพ

นับย้อนหลังกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาสายสั้นๆ ชื่อ "ถนนพระ อาทิตย์" ซึ่งถือเป็นถนนสายสำคัญเคียงคู่กรุงเทพมหานครเส้นนี้ หลังอาทิตย์ตกดินจะกลายเป็นถนน เปลี่ยวของคนช่างเหงา

ปัจจุบัน...ใครเลยจะนึกว่าถนนวัฒนธรรมสายนี้ จะมีร้านอาหารกึ่งผับผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดอีกนับสิบร้าน ไม่นับรวมถึงร้านอาหารชื่อดัง อย่างร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นนายโส่ย ร้านโรตีมะตะบะ ที่ได้รับป้ายประกาศเกียรติคุณ ยืนยันถึงความเป็นร้านอาหารเจ้าอร่อยดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย เกิดขึ้นตามมา ตอบรับกระแสวัฒนธรรมตะวันตก จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องราตรี ทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจ และไม่ยอมพลาดหากมีโอกาสได้ผ่านเส้นทางสายนี้

ส่วนเจ้าของร้านอาหารกึ่งผับที่เกิดขึ้นมากมาย จนกลายเป็นแฟชั่นตลอดแนวของถนนพระอาทิตย์ ขณะนี้ล้วนเป็นคนหนุ่มสาววัย 20 ปลายๆ ทั้งที่มีงานประจำหรือตกงานแล้ว และเป็นการถือหุ้นร่วมกันในร้าน บางร้านมีผู้ถือหุ้นเป็นสิบคน แต่บางร้านก็มีเจ้าของร้านเพียงคนเดียว ที่ทำหน้าที่ตั้งแต่คนเสิร์ฟ แคชเชียร์ เก็บตังค์ ไปจนถึงเจ้าของร้านที่คอยดูแลเทคแคร์แขกประจำที่แวะเวียนมา ที่ร้านอยู่บ่อยๆ

จุดดึงดูดที่ทำให้นักท่องราตรี หันมานิยมเข้าร้านอาหารกึ่งผับเหล่านี้ นอกจากกระแสฟีเวอร์จากปากต่อปาก ของบรรดาแขกที่ชอบหาความสำราญตามสถานที่ใหม่ๆ แล้ว การตกแต่งร้านที่เน้นความแปลก รวมทั้งการนำเอางานศิลปะประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย ภาพวาด งานปั้น มาจัดเป็นนิทรรศการ ล้วนเป็นจุดขายที่สอดคล้องกับศิลปวัฒนธรรมไทยที่อยู่ใกล้เคียง

สำหรับร้านขึ้นชื่อของถนนพระอาทิตย์ ที่ได้รับการยอมรับจากบรรดานักท่องราตรี ว่ามีไอเดียตกแต่งร้านได้เฉียบขาด อย่างเช่น ร้านกินดื่มและทูซิท ที่เจ้าของร้านตั้งใจตกแต่งร้านให้ เหมือนของเก่า ร้านเฮมลอด-ร้านอาหารกึ่งผับร้านแรกของย่านนี้ ก็ถูกตกแต่งได้โดนใจลูกค้า ด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน

ร้านบาร์บาหลี (Barbali) ก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่เนืองแน่นไปด้วยลูกค้า แม้จะเพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 8 เดือน ด้วยคอนเซ็ปต์ง่ายๆ กับการตกแต่งร้านตามสไตล์บาหลี เน้นไม้ เป็นหลัก แต่ที่ดูจะถูกอกถูกใจลูกค้า ตรงที่มีนิทรรศการงานศิลปะของศิลปินทั้งไทยและเทศ มาร่วมจัดแสดงตามฝาผนังเรื่อยไปตั้งแต่ชั้นแรกจนถึงชั้นที่สอง สร้างความตื่นตาตื่นใจผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปทุกเดือน

หากเดินตามฟุตบาธเรื่อยๆ เลยร้านบาร์บาหลีขึ้นมาอีกนิด จะพบกับร้านรวยริน กลิ่น ชีวา ที่ยึดพื้นที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นนายโส่ย เป็นที่ตั้งบาร์เหล้าและค็อกเทล โดยใช้การขึงผ้าผืนใหญ่ ที่ตกแต่งแบบยุคซิกส์ตี้ พร้อมกับใช้เนื้อที่ริมฟุตบาธเป็นที่ตั้งโต๊ะ ให้ลูกค้าได้นั่งกินลม ชมบรรยากาศของถนนพระอาทิตย์ได้อย่างถนัดถนี่

เพียงแค่สั่งดริงส์แก้วเดียว หรือเป็นขวด จะนั่งนานขนาดไหน เจ้าของร้านซึ่งเป็นอดีต บาร์เทนเดอร์โรงแรมโอเรียนเต็ล ที่รีไทร์ตัวเองมาเปิดร้านได้ไม่นาน เขาบอกว่าไม่มีการว่าเด็ดขาด แถมยังใจดีให้บรรดาคอเหล้าหยิบ-ตักถั่วลันเตาคั่วกรอบใส่ถ้วยตราไก่ มานั่งขบเคี้ยวโดยไม่เสียตังค์

ส่วนเรื่องอาหาร ที่ร้านนี้เขามีคติว่า มาร้านนี้ซื้ออาหารจากร้านไหนก็ไม่ว่า ขอให้คุณมีความสุขในเสียงเพลงยุคซิกส์ตี้ ที่ไม่มีที่ไหนเปิดแล้ว หรือจะถูกคอกับค็อกเทลสูตรแปลกของที่ร้านก็พอ

ถนนพระอาทิตย์ ไม่ได้คับคั่งไปเฉพาะร้านอาหารกึ่งผับที่เปิดให้บริการในยามราตรีเท่านั้น หากยังคับคั่งไปด้วยร้านอาหารจานเดียวราคาถูก ที่ให้บริการเฉพาะอาหารอร่อยสารพัดชนิด สำหรับครอบครัว หรือคู่รักที่ต้องการความเป็นสัดส่วน ที่ไม่ต้องการอึกทึกครึกโครม แต่คลอเคล้าไปด้วยเสียงเพลงเบาๆ แต่ภายในตกแต่งได้เก๋ไก๋ ออกสไตล์เอาใจวัยโจ๋ หรือนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ด้วยไอเดียของบรรดาเจ้าของร้านที่เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่

นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟสดชื่อดัง "แซฟฟร่อน(Saffron)" ที่มีอายุมากว่า 4 ปีเต็ม สำหรับให้คอชา-กาแฟ ได้แวะเวียนมาลิ้มลองความหอม หรือทดสอบรสชาติกาแฟ-ชานอกแปลกๆ พร้อมกับเบเกอรี่ ที่เจ้าของร้านซึ่งจบด้านคหกรรมศาสตร์ ลงมือทำขึ้นมาเองแบบวันต่อวันวางจำหน่าย

ถึงวันนี้...ทุกเย็นวันศุกร์-เสาร์ หากถามถึงแหล่งนัดหมายเพียงเพื่อดื่ม กิน และคุย สำหรับคนเพิ่งเริ่มทำงานหรือนักศึกษามหาวิทยาลัย หลายคนจะตอบตรงกันว่า "ถนนพระอาทิตย์" ด้วยความคับคั่งของร้านอาหารกึ่งผับ ที่มีอยู่เกลื่อนตั้งแต่ต้นจนจรดสุดปลายถนน


แล้วคุณหล่ะ ค่ำคืนวันศุกร์นี้ คุณมีที่นัดหมายกับเพื่อนฝุงหรือคนรุ้ใจแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีจริงๆ ก็อย่าลืมลองแวะเวียนไปสูดกลิ่นไอของผู้คนบนถนนพระอาทิตย์ดู ไม่แน่นะคุณอาจจะเป็นพลเมืองอีกคนหนึ่งของถนนสายนี้ ในยามค่ำคืนก็เป็นได้