FCUK...เอฟ ซี ยู เค

บรรยากาศใหม่ของ...ฟหกด

โปร่ง โล่ง แต่ดูดี

ดนตรีและราตรี ที่ไม่เคยเปลี่ยน

เอกมัยยามเย็น ปกติก็มักจะรถติดเป็นประจำอยู่แล้ว ยิ่งหน้าฝนอย่างนี้ด้วย วันไหนที่ฝนตกพรำๆ จะถึงตกกระหน่ำหรือไม่ก็แล้วแต่ ถนนเส้นนี้รถยิ่งติดมากเป็นเท่าทวีคูณ เพราะไหนจะรถที่ออกจากซอย ไหนจะพื้นถนนที่กำลังปรับแต่งยังไม่เสร็จ ยิ่งส่งให้เพิ่มความล่าช้าของการเคลื่อนตัวรถในแต่ละคืบนานเข้าไปอีกอย่างน่าใจหาย

ปกติทุกเย็น ผมมักใช้เส้นนี้ในการสัญญจรเป็นเส้นทางหลักหลังจากเลิกงานตอนเย็นอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่ารถจะติดหนิดหน่อย แต่ก็ดีกว่าการเลยไปที่เส้นสุขุมวิท 21 เพราะถนนเส้นนั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งรถใหญ่รถเล็กติดกันนัวเนียน่าเวียนหัวกว่าถนนเส้นนี้เสียอีก

ทุกวันผ่านไปผ่านมา ก็ไม่ค่อยได้สังเกตุการเปลี่ยนแปลงบนถนนสายนี้สักเท่าไหร่ ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่วันนี้รู้สึกว่าผมจะติดอยู่บนถนนนานเป็นพิเศษ จึงมีเวลาที่จะมองไปรอบๆ ปล่อยตาปล่อยใจให้ฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย จนมาสะดุดกับป้ายชื่อร้านสีสันแสบสะดุดตา ชื่ออ่านยากว่า...FCUK ชื่อแปลกดีแฮะผมนึกในใจ

ไหนๆ ก็ต้องแกร่วอยู่บนรถอย่างไม่รู้อนาคตแล้ว ขอแวะไปคลายเมื่อยสักพักที่ร้านชื่อแปลกนี้ก่อนก็แล้วกัน

ร้านๆ นี้ตั้งอยู่ที่เอกมัยซอย 4 บรรยากาศของร้านดูโปร่งๆ โล่งๆ เพราะถูกแต่งด้วยกระจกใสบานใหญ่โดยรอบ ด้านหน้าร้าน ถูกจัดทำเป็นสวนหย่อมขนาดเล็ก มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งรับลมกินบรรยากาศยามเย็นอยู่ส่วนหนึ่ง บรรยากาศไม่เบาเลยทีเดียว

แต่ในบรรยากาศฝนตกพรำๆ อย่างค่ำวันนี้ การที่จะไปนั่งตากฝนคงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ จึงไม่มีทางเลือกใดนอกจากเข้าไปนั่งในร้าน

เมื่อผลักประตูบานใหญ่เข้าไปด้านใน ก็ต้องสะดุดตากับมุมด้านหน้าที่ถูกกั้นเป็นห้องโปร่งด้วยกระจก ดูเป็นส่วนตัวมากพอสมควร น่าจะเหมาะสำหรับคู่รัก ที่จะมานั่งกระหนุงกระนิง ซึมซับอารมณ์ เติมความรักให้กระชุ่มกระชวยกันเสียมากกว่า แต่การมาคนเดียวอย่างนี้ คงจะไม่เหมาะ จึงได้แต่ชื่นชมในใจเท่านั้น

เมื่อได้โต๊ะที่ถูกใจ สิ่งแรกที่พลาดไม่ได้ คือการกวาดสายตาไปรอบๆ ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง...

สิ่งที่น่าสนใจมากของที่นี่ คือการตกแต่งบรรยากาศของร้านด้วยกระจก และมีนำกราฟฟิควงกลมมาใช้เป็นลูกเล่นในการตกแต่งบรรยากาศในร้าน ไม่ว่าจะเป็นที่เคาน์เตอร์บาร์ โคมไฟทรงกลม ภาพติดผนัง หรือแม้กระทั่งพัดลมระบายอากาศ ดูแล้วเข้ากันได้ดีกับโครงสร้างและเส้นตรงของเสาตามสไตล์บ้านเก่ายุคฟิฟตี้ ที่เน้นโครงสร้างเสาและคานเป็นหลัก

ยามว่างระหว่างนั่งรอเสริฟเบียร์เย็นๆ จึงทราบว่าที่นี่จริงๆ แล้วไม่ใช่ร้านใหม่ไร้ชื่อเสียงแต่อย่างใด แต่ที่นี่คือร้าน "ฟหดก" เก่า ที่หลายๆ คนคงคุ้นเคยกันดี เพียงแต่วันนี้ได้มีการปรับปรุงบรรยากาศของร้านเสียใหม่ ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น และเน้นขายอาหารมากขึ้นกว่าบรรยากาศของผับที่เคยเป็นมาแต่ครั้งอดีต และที่มาของของชื่อ FCUK ที่ผมว่าแปลก ก็น่าจะมาจากชื่อร้านเดิมคือ ฟหกด นั่นเอง

แม้ว่าจะเน้นไปที่บรรยากาศของร้านอาหารมากขึ้น แต่ด้านหน้าก็ยังมีเวทีสำหรับการเล่นดนตรีสดๆ ที่ยังคงไม่ได้ถูกลดบทบาทไปจากบรรยากาศเดิมๆ เลยแม้แต่น้อย เปียดนตัวใหญ่ถูกตั้งอยู่บนมุมหนึ่งของเวที พร้อมกับเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้น ทั้ง เพอร์คัสชั่น แซ็กโซโฟน คาลิเนต รวมถึงกีตาร์

บรรยากาศของเสียงเพลง จะเริ่มกล่อมบรรเลงกันด้วยเพลงสไตล์ป๊อปแจ๊สกันในช่วงหัวค่ำไปจนถึง 3 ทุ่ม และก็จะเพิ่มดีกรีความสุนกสนานครี้นเครงขึ้นเรื่อยๆ ตามดีกรีของราตรีกาล ให้แขกผู้มาเยือนได้ขยับแข้งขยับขาโยกหัวโยกตัวตามไปได้ ร่ายยาวกันจนถึงตีหนึ่งตีสองโน่นทีเดียวเชียวครับ

นอกจากบรรยากาศที่เข้าท่าไม่เลวแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดขายของที่นี่ คือบรรดาเครื่องดื่มประเภทดริ๊งทั้งหลาย ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย และน่าลิ้มลองไม่ใช่เล่น

ไล่มาตั้งแต่คอกเทลที่ขายดีที่สุดอย่างกามิกาเซ่สามสี ที่ดูแล้วสวยสดใส และน่าลิ้มลอง คล้ายกับสีของแก้มสาว ที่เปล่งประกายยามเอิบอิ่มกับความรัก แถมรสชาติและดีกรีแอลกอฮอลล์ก็ไม่หนักหนาสาหัสอะไรนัก สาวๆ คออ่อนสั่งมาดื่มได้สบายครับ

หนักขึ้นมานิดเห็นจะเป็นดริ๊งที่ชื่อเท่ๆ ว่าบลูคูรัสโค่ ที่เป็นสีฟ้าใสน่าสนใจไม่น้อย แต่เชื่อไหมครับ ว่าเจ้าแก้วสีฟ้าใสนี้มันร้ายนักเชียวครับ รสละมุนละไม สวย ใส ทว่าร้อนแรงไม่เบาเลยทีเดียว

ร้อนขึ้นมาอีกนิด คือดริ๊งที่เรียกว่า Eieven Tiger หรือถ้าเรียกแบบไทยๆ ชื่อที่น่าจะเหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นเป็นเสือ 11 ตัวนั่นแหละครับ เพียงแต่มันไม่ใช่ยาดองเท่านั้น เพราะเกิดขึ้นจกาการผสมของเหล้า 11 ชนิดเทรวมกันอยู่ในแก้วเดียว ทั้งวอดก้า ตากิล่าร์ รัม ซูเปอร์เชกฯลฯ เรียกว่าแค่กรึ๊บเดียวก็เลือดพล่านสูบฉีดแรงกันเลย

ในส่วนของอาหารการกิน อาหารแนะนำและขึ้นชื่อของที่นี้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นร้าน ฟหกด เห็นจะเป็นอาหารทะเลหรือที่เรียกว่าซีฟู้ดนั่นแหละครับ โดยเฉพาะอาหารจานหลักอย่าง "ยำปูดอง" "ไก่สมุนไพร" และ "ออส่วน" ที่ใครได้มาเยือนแล้วไม่น่าพลาดที่จะสั่งมาลิ้มลองกัน

สายฝนยังคงโปรยปราย อย่างไม่มีแววว่าจะหยุด จึงหมดความหมายที่จะเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่มันจะหยุดเสียที ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอปล่อยใจปล่อยกายไปกับบรรยากาศของดนตรีที่เริ่มคึกคักขึ้น กับผู้คนที่เริ่มหนาแน่นขึ้น ไม่ถึงกับคับคั่ง เพราะไม่ใช่คืนวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ก็ไม่ถึงกับเงียบเหงาไร้ผู้คน เรียกว่าพอครึกครื้นดีก็แล้วกัน

กาลเวลาผ่านไปเร็วดั่งติดปีก เผลอแผล็บเดียวเลยเที่ยงคืนเสียแล้ว เห็นทีจะต้องล่ำรากันเสียที สายฝนไม่รู้ว่าหยุดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ชั่งหัวมันเถอะ เพราะมันไม่สำคัญแล้ว ว่าจะอยู่หรือไป ก็ใจมันอยากจะโบยบินแล้วนี่ครับ อะไรก็หยุดยั้งไม่ได้ ลาทีราตรีนี้ที่...FUCK