ท่ามาตรฐาน

...ออรัล เซ็กส์

ทำอย่างไรให้ติดใจ

แต่ไม่ติดเชื้อ

ตำราต่างประเทศประบุว่า Oral Sex เป็นเพศสัมพันธ์ท่ามาตรฐานท่าหนึ่ง และพบว่า ผู้ที่มีการศึกษาสูง เป็นกลุ่มที่นิยมเพศสัมพันธ์ท่านี้มาก ส่วนในประเทศไทยการมี Oral Sex ก็จัดเป็นเพศสัมพันธ์แบบหนึ่งที่พบได้บ่อยมากขึ้นเช่นกัน

ข้อควรทราบประการแรก คือ Oral Sex นี้ปลอดภัยหรือไม่

เมื่อกล่าวถึง Oral Sex ก็ต้องอธิบายว่ามีหลายรูปแบบ ถ้าผู้หญิงเป็นฝ่ายกระตุ้นอวัยวะเพศชาย โดยการใช้ปากและลิ้น เรียกตามศัพท์การแพทย์ว่า fellatio ศัพท์ชาวบ้าน(ฝรั่ง) เรียกว่า Blow job หากผู้ชายกระตุ้นผู้หญิงด้วยลิ้น ศัพท์แพทย์เรียกว่า cunnilingus หากคู่ร่วมเพศกระตุ้นรอบทวารหนักของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงด้วยการใช้ลิ้น เรียกว่า rimming

โดยทั่วไปแล้วถือว่า Oral Sex นั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้ แม้ว่าโอกาสติดเชื้อจะต่ำกว่าเพศสัมพันธ์แบบปกติ (penetrative Sex) โอกาสติดเชื้อจาก Oral Sex นั้นส่วนหนึ่งขึ้นกับว่าคุณเป็นผู้กระทำ หรือผู้ถูกกระทำด้วย

สำหรับผู้ทำ Oral Sex โดยเฉพาะเพศหญิง มีโอกาสติดเชื้อหนองในถ้าทำ Oral Sex ให้ผู้ชายที่เป็นโรคนี้ เพราะเชื้อหนองในอาศัยอยู่แถบรูเปิดท่อปัสสาวะ บางครั้งผู้ชายที่เป็นหนองในจะไม่ได้มีหนองสีขาวข้นไหลออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน จึงต้องระวังไว้เสมอ เพราะมีโอกาสติดเชื้อหนองในเข้าไปในช่องคอได้ นอกจากนั้นหากผู้ชายเป็นหูดหงอนไก่ ก็อาจถ่ายทอดโรคนี้มาสุ่คู่ของตนได้

ก่อนทำการ Oral Sex จึงควรปลิ้นดูปลายอวัยวะเพศ ตามรอบๆส่วนปลาย ใต้หนังหุ้มปลาย และแม้กระทั่งในรูเปิดท่อปัสสาวะ ว่ามีหูดหงอนไก่ ที่มองเห็นเป็นปุ่มแดงๆ คล้ายหงอนไก่หรือไม่ เพราะถ้าเป็นหูดหงอนไก่ แล้วทำ Oral Sex ให้ ก็จะมีโอกาสเป็นหูดหงอนไก่ที่เพดานปากได้

ต้องขอเพิ่มเติมว่า หลายคนอาจสับสนโรคหูดหงอนไก่กับตุ่มเล็กๆ รอบๆ ปลายอวัยวะเพศชายที่เรียกว่า pearly penile papules ซึ่งถ้าเป็นตุ่มชนิดนี้ จัดว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ และพบในผู้ชายจำนวนมากด้วย

ในกรณีของฝ่ายชาย หากทำ Oral Sex จะติดโรคเอดด์หรือไม่นั้น ปัจจุบันเชื่อว่าติดโรคเอดด์ได้ เพราะของเหลวของผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี ซึ่งรวมถึงน้ำเชื้อและน้ำหล่อเลี้ยงช่องคลอดด้วย จะมีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ ดังนั้น เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ปากของผู้กระทำได้ ถ้าผู้กระทำมีแผลในช่องปาก จึงอาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

พบว่าผู้หญิงที่เป็นฝ่ายทำ Oral Sex ให้ผู้ชาย น่าจะมีอันตรายต่อการติดเชื้อมากกว่าฝ่ายชายเป็นผู้กระทำ

ล่าสุด จากงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา สำรวจกลุ่มชายรักร่วมเพศ และชายที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน และต่างเพศจำนวน 102 คน ในซานฟรานซิสโก ที่เพิ่งติดเชื้อเอชไอวี พบว่าเกือบร้อยละ 8 น่าจะติดจากการมี Oral Sex เพราะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงแต่เพียงอย่างเดียวของชายกลุ่มนี้

บางคนเชื่อว่า ถ้าผู้ชายหลั่งข้างนอกปาก อาจลดการติดเชื้อลงได้ ก็ไม่เป็นจริง เพราะเมื่อผู้ชายตื่นตัวแม้จะยังไม่หลั่ง ก็มีน้ำกามจำนวนเล็กน้อยซึมออกมาที่ปลายอวัยวะ ถึงโอกาสติดเชื้อเอดด์จากการมี Oral Sex จะต่ำ แต่ก็ยงัยืนยันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าปลอดภัยแน่นอน

ดังนั้น การมี Oral Sex กับผู้ที่เราไม่แน่ในว่ามีเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด นอกจากจะมั่นใจได้ว่า คู่ร่วมเพศปราศจากเชื้อเอชไอวีจริงๆ นอกจากนั้นยังแนะนำว่า ไม่ควรแปรงฟันก่อนมี Oral Sex เพราะการแปรงฟันจะทำให้เกิดบาดแผลถลอกเล็กๆ น้อยที่ตามเหงือก ซึ่งทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้

สำหรับการติดเชื้อซิฟิลิสนั้น นับว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เสี่ยงไม่น้อยกว่ากัน โดยทั่วๆ ไปแล้ว แผลซิฟิลิสระยะแรก อาจหายไปได้เอง ก่อนเข้าสู่ซิฟิลิสระยะ 2 และระยะสุดท้าย จนลุกลามถึงหัวใจและสมองในที่สุด

ปัจจุบัน Oral Sex เป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้ตัวเลขการติดเชื้อซิฟิสิสนอกเหนือจากบริเวณอวัยเพศสูงขึ้นด้วย แผลซิฟิลิสที่นอกเหนือจากบริเวณนั้น 2 ใน 3 จะพบบรอเวณเหนือลำคอขึ้นมา โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้พบที่ริมฝีปากและช่องปาก

แผลซิฟิลิสที่ริมฝีปากในผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นที่บริเวณริมฝีปากบน ในหญิงมักเป็นที่ริมฝีปากล่าง ถ้าเป็นแผลซิฟิลิสในลำคอ มักเป็นที่ต่อมทอมซิล โดยเฉพาะข้างซ้าย ส่วนที่เหลือพบบริเวณนิ้วมือ เต้านม ลำตัว ท้อง และแขนขา ตลอดจนถึงทวารหนัก

ส่วนการกลืนน้ำอสุจินั้น สรุปได้ว่าไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เพราะกระเพาะอาหารมีกรดที่ฆ่าเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ ดังนั้นอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี จึงเท่ากับที่มี Oral Sex แล้วคายทิ้งนั่นเอง

สำหรับ rimming หรือการกระตุ้นบริเวณทวารหนักนั้น ไม่แนะนำ ทั้งนี้เพราะบริเวณนั้นเป็นลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ซึ่งปกติจะมีเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมากมาย ซึ่งเชื้อนี้อาจแพร่เข้าสู่ช่องปากได้ง่าย แม้จะทำความสะอาดมาก่อนแล้ว เชื่อกันว่ามะเร็งผิวหนังที่ชื่อ Kaposi's sarcoma ที่เห็นเป็นตุ่มสีม่วงก็อาจจะมาจากการติดเชื้อจากลำไส้นี้ด้วยเช่นกัน

มี Oral Sex แบบใดจึงจะปลอดภัย ...มีข้อแนะนำว่า ถ้าผู้ชายสวมถุงยางอนามัย ฝ่ายหญิงไม่น่าจะติดเชื้ออะไร จึงเรียกว่าน่าจะปลอดภัยได้ ถ้าไม่ชอบรสชาติของถุงยางทั่วไป ก็แนะนำให้ใช้ถุงยางที่มีกลิ่นหรือรสดู เช่น รสสตอเบอร์รี่ ส่วนถุงยางประเภทมีปุ่มปมเป็นหนามนั้น ไม่แนะนำ เพราะทำให้ปากเป็นแผลได้

ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องความเสี่ยงของผู้เป็นฝ่าย Oral Sex ให้คนอื่น แต่สำหรับผู้ที่ถูกทำ Oral Sex จะมีโอกาสเสี่ยงหรือไม่ พบว่าความเสี่ยงของผู้ที่ถูกทำที่พบบ่อยที่สุด คือ เป็นแผลเพราะถูกกัด (being bitten) รองลงมาคือ ติดโรคเริม ถ้าผู้ที่ทำ Oral Sex ให้เป้นเริมที่ริมฝีปาก

ที่น่าสนใจก็คือ โรคเริมนี้อาจติดต่อได้ตั้งแต่ก่อนระยะที่เป็นตุ่มน้ำใสขึ้นมาให้เห็น คือ ก่อนมีตุ่มน้ำใส บางคนจะเจ็บๆ คันๆ ที่ริมฝีปากมาก่อน ระยะนี้เชื้อไวรัสเริ่มติดต่อได้แล้ว ดังนั้น จึงเป็นอันตรายสำหรับฝ่ายที่ถูกกระทำ เพราะไม่มีโอกาสทราบได้ว่า ริมฝีปากนั้น มีเชื้อเริมแอบแฝงอยู่หรือไม่

ส่วนในกรณีของการติดเชื้อเอชไอวีของฝ่ายถูกกระทำ ก็เช่นเดียวกับฝ่ายผู้กระทำ คือ มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเหมือนกัน เพราะเชื้อนี้อยู่ในน้ำลาย แม้โอกาสเสี่ยงจะต่ำ แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงต้องแนะนำให้ระวังไว้ก่อน เพราะโรคนี้เป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง

ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ถ้าฝ่ายผู้ทำแปรงฟันมาก่อน ผู้ถูกกระทำก็มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีสูงขึ้น เพราะเกิดแผลในปากทำให้เชื้อออกมาอยู่ในน้ำลายมากขึ้น